YAH!

Young at Heart

  • #021

    ในช่วงวัยเด็กน่าจะซักประถมปลายๆ ผมได้รู้จักกับเครื่องเกมที่มีชื่อว่า PlayStation เป็นครั้งแรก หลายครั้งที่ขี่จักรยาน (หรือว่าเดินนะ?) ไปขลุกอยู่ในร้านเกมเล็กๆ ที่เหมือนกับบ้านฮอบบิท แต่ในบ้านฮอบบิทหลังนี้เมื่อคุณก้าวเท้าเข้าไปกลับให้ความรู้สึกเหมือนโลกแฟนตาซีขนาดย่อม ทีวีและเครื่องเกมตั้งเป็นแถวยาวตั้งแต่ปากประตูไปจนถึงกำแพงอีกฝั่ง เสียงเด็กๆ พูดคุยเจี๊ยวจ๊าว ส่วนจอทีวีแต่ละเครื่องก็ฉายเกมแตกต่างกัน ในช่วงนั้นที่เห็นเยอะหน่อยก็คงจะเป็น Metal Slug กับ Winning Eleven 3

    แน่นอนว่าเด็กผู้ชายที่วันๆ เอาแต่เตะฟุตบอลจนตัวดำเป็นปื้นอย่างผมและเพื่อนมักจะเล่นวินนิ่งกัน ถ้าจำไม่ผิดเพื่อนที่ทำให้ผมรู้จักเกมๆ นี้ชื่อว่า ‘เจ้น’ (หรือเก้นวะ?) ฝีมือของเจ้นนั้นฉกาจฉกรรจ์ มันสามารถเลี้ยงบอลโดยใช้แค่ตัวเดียวไม่ส่งให้ใครหลบแม่งทั้งสนามเข้าไปถลุงตาข่ายคุณได้เลย! และทีมที่เจ้นมักจะเลือกใช้คือไนจีเรีย ผมไม่รู้หรอกว่านักเตะชื่ออะไรหรือเก่งแค่ไหน รู้แค่ว่ามันตัวใหญ่ๆ ดำๆ แถมวิ่งเร็วชิบหาย ซึ่งแน่นอน เจ้นดูมีความสุขที่ได้ย่ำยีผมจนเละเทะ

    เกริ่นมาถึงสองย่อหน้าเพื่อที่จะบอกว่า นอกจากวินนิ่งจะให้ความเพลิดเพลินกับผมในช่วงวัยหนึ่งของชีวิตแล้ว มันยังให้ศัพท์เจ๋งๆ ที่ไม่รู้ทำไมผมจำมันฝังแน่นอยู่ในกระดูกไขสันหลัง และมักจะขุดขึ้นมาใช้เสมอๆ เมื่อจวนตัว นั่นคือคำว่า “Please Wait…” เนื่องจากทุกครั้งก่อนที่จะเริ่มแมตช์การแข่งขัน ตัวเกมจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาโหลดข้อมูลสำหรับการแสดงผล และวิ่นนิ่งไม่ว่ากี่ภาคให้หลัง ก็ยังใช้คำนี้อยู่เสมอ (ช่วงท้ายๆ อาจเปลี่ยนเป็น “Now Loading” มั้ง)

    ผมที่ยังมีชีวิตรอดมาจนถึงปี 2025 ไม่แน่ใจแล้วว่าคนในยุคนี้ยังรู้จัก ‘การรอ’ อยู่หรือเปล่า หรือเข้าใจมันในมุมไหน ในยุคที่สินค้าทุกอย่างรีบเร่งแข่งกันเพื่อเป็น ‘คนแรก’ ของ ‘คุณลูกค้า’ ภาพภายนอกที่เห็นถึงการบริการที่รวดเร็วฉับไว แต่ภายในไม่ต่างอะไรกับหนูที่ปั่นวงล้อจนหัวใจแทบกระเด็นออกมาทางปาก ยุคที่ ‘การรอ’ กลายเป็นโทษมหันต์ เมื่อเทคโนโลยีช่วยตอบโจทย์ให้คุณทำอะไรได้ไวยิ่งขึ้น แต่อาจลืมไปว่าคนใช้งานยังเป็นมนุษย์ วันข้างหน้าอาจมีคนจำนวนนึงที่ไม่เข้าใจแล้วว่า “Please Wait” คืออะไร แล้วทำไมต้อง wait

    อาจดูอีเดียด ดูประดิดประดอยไปหน่อย แต่ผมก็ยังพอใจที่จะรออยู่บ้าง เพียงเพื่อจะได้เห็นคุณค่าแบบเต็มๆ สองตาตอนที่ได้รับมัน และเผื่อว่าโลกใบนี้จะไม่ต้องหมุนเร็วเกินไป

    🌍🎮

  • #019

    เมื่อสองวันที่แล้วฟ้าครึ้มตั้งแต่เช้า เปิดมือถืออ่านข่าวเค้าบอกว่ามันมีพายุชื่อ ‘วิภา’ อยู่ใกล้ๆ ประเทศไทย ไม่รู้ใครตั้ง ชื่อเพราะเชียว เรียกแกรบไปโรงบาล ฝนตกเปาะแปะ เคยอ่านเจอในหนังสือซักเล่มนานมาแล้ว เค้าพูดเรื่องเสียงน้ำหยดที่ดังติ๋งๆ ว่าในชีวิตจริงคงไม่มีน้ำที่ไหนหยดดังติ๋ง แต่พออ่านแล้วเราก็คิดว่ามันหยดดังติ๋งจริงๆ ถึงตรงนี้เราเริ่มไม่แน่ใจว่าไอ้ฝนที่กำลังตกปรอยๆ มันเสียงดังเปาะแปะจริงรึเปล่า รู้แค่ว่าเราต้องนั่งมอไซฝ่าฝนไปเพราะเวลาตอนนี้เริ่มสายแล้ว

    จากเรื่องหูที่มีเสียงดังวี๊พร้อมอาการมึนหัวนิดๆ ลากไปถึงการทำ CT scan เพื่อเช็คเนื้องอกในสมอง ผลปรากฏว่าไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงถึงขนาดนั้น ปัญหามันน่าจะอยู่ที่เส้นประสาทหูนี่แหละ เดากันว่าคงป็นเพราะเราชอบใส่หูฟังแล้วเปิดเสียงดัง ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง เอาเป็นว่าหมอบอกว่าอาการแบบนี้ร่างกายมันรักษาตัวเองได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาราวๆ 3-6 เดือน ระหว่างนี้ก็กินยาควบคู่ไปด้วย ถึงแม้หมอจะบอกอย่างนั้นแต่ส่วนตัวเราเองไม่แน่ใจเท่าไหร่ เพราะได้ยินจากคนรอบข้างว่าบางคนก็ไม่หาย

    หลังจากนี้เราคงได้ยินเสียงฝน เสียงคนข้างห้องปิดประตู เสียงเอี๊ยดอ๊าดจากบานพับแอร์ที่เริ่มฝืด มอเตอร์ไซค์ เพลง แตรจากรถเข็นผลไม้ กระดิ่งไอติมไผ่ทอง เสียงไลน์เด้งเตือน นกเปรตที่ตื่นมาร้องตั้งแต่ตีสี่ เด็กๆ ซอยข้างๆ ที่ออกมาวิ่งเล่นกันหลังเลิกเรียน ไปพร้อมๆ กับเสียงวี๊ที่ว่านี้ ว่าแต่เสียงนี้มันดัง “วี๊” จริงๆ รึเปล่านะ ถามใครไม่ได้ด้วยสิ

  • #018

    อะไรที่พออายุมากขึ้นแล้วเรารู้สึกเปลี่ยนไป?

    คงเป็นการเอนจอยกับขั้นตอนหรือระหว่างทางก่อนไปถึงจุดหมายมั้ง เช่น การชงกาแฟแทนที่จะซื้อกิน บางคนอาจรู้สึกยุ่งยากแต่สำหรับเราตอนนี้มันกลายเป็นการพักผ่อนไปแล้ว หรือการทำอาหารก็ด้วย คิดเอาเองว่าตอนวัยรุ่นเราคงตื่นเต้นกับทุกอย่างไปหมดจนอยากข้ามไปสู่ผลลัพธ์เร็วๆ เลยไม่ได้ใส่ใจไอ้กิจกรรมระหว่างทางที่ว่านั้นเท่าไหร่ พอมาตอนนี้ถึงได้กลายเป็นเรื่องสนุก แค่จดจ่อกับอะไรซักอย่าง ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องกดดัน ไม่ต้องเอาใจใคร หรือจริงๆ อาจง่ายกว่านั้นคือเราแค่แก่ขึ้น วิญญาณเราไม่ได้โลดโผนเหมือนตอนวัยรุ่นแล้ว จะยกเว้นไว้หน่อยก็เฉพาะตอนเมาเท่านั้น.. เพลย์ฮาร์ดดายยังโว้ย!

  • #017

    ทำงานอยู่ย่านทองหล่อมาราวๆ 6-7 ปี ไม่เคยออกผจญภัยหาของกินที่เค้าว่าดีที่เค้าว่าเด็ดเลย วันนี้ไม่รู้นึกครึ้มอะไรอยากออกล่าราเม็งตามประสานู้ดเดิลเลิฟเวอร์ ซึ่งทองหล่อก็เป็นอีกที่นึงที่มีร้านราเม็งดีๆ แฝงตัวอยู่เยอะ ด้วยความเป็นแหล่งพลุกพล่านของชาวต่างชาติ ประเดิมด้วยร้าน Seiryu ร้านราเม็งที่มีชื่อเสียงเรื่องซุปทงคัตซึ ส่วนเหตุผลที่เราเลือกนั้นง่ายนิดเดียว เป็นเพราะว่าร้านนี้อยู่ติดกับ BTS ทองหล่อนั่นเอง

    ต่อจากนี้จะเป็นการสาธยายตามประสาคนไม่มีความรู้เรื่องราเม็งแม้แต่น้อย แอบตกใจนิดหน่อยเพราะเพิ่งรู้ว่าไอ้เส้นน้ำตาลๆ ซอยๆ โปะหน้านั่นคือเห็ดหูหนู ซึ่งเป็นเห็ดที่เราเกลียดที่สุด แต่ก็ต้องเซอร์ไพรส์ในเวลาต่อมาเพียงชั่วอึดใจเพราะเมื่อมันอยู่ถูกที่ มันกลับกลายเป็นอีกหนึ่งตัวชูโรงของเมนูนี้ น้ำซุปกระดูกหมูชิมคำแรกรู้สึกว่ารสชาติอ่อนนิดหน่อยตามประสาคนกินแซ่บ ปรกติเข้าใจว่าซุปกระดูกหมูจะมันและเค็ม แต่นี่ออกไปทางนัวๆ อ่อนๆ จนเมื่อคีบเส้นเข้าปากด้วยนั่นแหละรสชาติของมันจึงสมบูรณ์ควรค่าแก่การพรีเซนต์ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เหมือนว่าตัวเส้นมันก็มีรสชาติเลยทำให้องค์ประกอบทั้งหมดมันพุ่งมากขึ้น

    ภาพรวมของทงคัตสึราเม็งชามนี้มองเผินๆ อาจจะดูธรรมดาแต่ก็ไม่ธรรมดาซะทีเดียว ด้วยราคาที่ค่อนข้างน่ารักกว่าชาวบ้านชาวช่องเค้า(ชามนี้ 200) แม้ว่าจะไม่ถึงกับตะโกนว่า “สุโก้ย!” แต่ก็ถือว่าเป็นราเม็งที่ให้ความรู้สึกเรียบง่าย และมีความสุขที่จะเดินเข้าไปกินในทุกครั้งที่นึกถึง

    🍜

  • #016

    พออายุเริ่มเยอะ กิจกรรมที่เรารู้สึกเอนจอยกับมันก็ไม่ค่อยจะเป็นอะไรที่โลดโผนแล้ว(แต่ยังใช้สตางค์เหมือนเดิม…) รอบนี้ดัดจริตอยากลิ้มรสกาแฟให้มันดูมีศิลเปรอะมากขึ้นอย่างคนอื่นเค้าบ้าง จากการวิวัฒน์ของตัวเองที่ค่อนข้างเชื่องช้า เริ่มจากเปลี่ยนนมเย็นที่กินมาตั้งแต่เด็กจนจบมหาลัยมาเป็นกาแฟ 3 in 1 ต่อด้วยลาเต้ที่ลองสั่งมามั่วๆ ด้วยความรู้เป็นศูนย์แล้วพบว่ารสชาติแย่เหลือรับประทานจนทำเอาเข็ดขยาดหยุดดื่มกาแฟไปหลายปี สุดท้ายกลับมาเปิดใจอีกครั้งด้วยเมนูเซฟๆ อย่างมอคค่า(อย่างน้อยแม่งมีโกโก้วะ!) เริ่มหาความรู้จนทราบว่าอเมริกาโน่คือซิมเปิ้ลแอนด์เบสิคและยึดติดกับเมนูนี้อยู่ช่วงเวลานึง จนช่วงหลังเริ่มห้าวหัดลองคาปูชิโน่…

    มาถึงวันนี้ที่อยากชงกาแฟอร่อยๆ กินเองได้ที่บ้านแบบมีให้จิบร้อนๆ ทุกเช้า ไปฟว้าเอา Moka Pot สัญชาติอิตาลีมา(จะใช้ทั้งทีต้องของประเทศต้นกำเนิดสิวะ) และเหมือนเดิม งกๆ เงิ่นๆ มันตั้งแต่เริ่มหัดใช้เครื่องบดเมล็ดกาแฟ ซื้อของดีมาก็เสือกปรับความหยาบไม่เป็น นั่งดูยูทูปเค้าสอน หัดบด หัดชง ยังแดกไม่ได้ด้วยนะ เค้าบอกต้องต้มทิ้งก่อนสามรอบแล้วล้างแล้วตากเพื่อทำความสะอาดกาแบรนด์นิวของเรา เหมือนเดิมอีกนั่นแหละ สี่โมงเย็น ไม่ต้องแดกกันกาแฟ พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันใหม่

    ☕️🌝

  • #015

    งานการไม่ทำหาแต่เรื่อง… จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าไปเจออะไรมา อยู่ๆ ก็อยากจะเป็นดีเจกับเค้าถึงขนาดไปช็อป DJ Controller ราคาเป็นหมื่นมาเรียนเอง บอกเลยว่าเจ็บปวด ฟีลเหมือนมนุษย์ถ้ำเพิ่งค้นพบไฟแต่ยังไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้บ้าง งงแม่งตั้งแต่เสียบปลั๊กให้เครื่องทำงาน กว่าจะเชื่อมต่อกับแม็คบุ๊ค กว่าจะรู้ว่าปุ่มไหนทำอะไร ไอ้ชิบหายหมดวัน เพลงเพลิงไม่ต้องเปิดแม่ง แต่เอาหน่อยละกันวะ เป้าหมายแรกขอเชื่อมเพลงเนียนๆ แล้วทำ Mixtape แจ่มๆ ซักคลิปจะภูมิใจมากกก~

    ❤️🎧

  • #011

    ในที่สุด Oasis Live ’25 Tour ก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดตัวงานมหกรรมคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่หลังจากที่พวกเค้าประกาศแยกวงกันไปเมื่อปี 2009 โดยเริ่มจัดที่เมืองคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ เป็นที่แรก ก่อนจะเดินสายไปยังอังกฤษ ไอร์แลนด์ อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และโซนเอเชีย บลาๆๆ ต่อไป

    กลับมาคราวนี้พวกเขายังใช้เพลงร็อค instrumental ดิบๆ อย่าง ‘Fuckin in the Bushes’ เป็นเพลงเปิดตัวเหมือนคอนเสิร์ตเมื่อครั้งอดีต ซึ่งช่วยปลุกเร้าความคลั่งให้กับแฟนๆ ได้เป็นอย่างดี ชวนให้นึกถึงบรรยากาศของวัยรุ่นหัวขบถตามท้องถนนของประเทศอังกฤษในยุค ’90 เมื่อดนตรีจบลง สมาชิกวงก็ทยอยเดินออกมาจากฉากหลัง นำโดยสองพี่น้องสุดยียวนอย่าง Liam และ Noel Gallagher หลังจากนั้นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังก็เริ่มต้นขึ้น ตาม setlist จากรูปด้านบนที่อัดแน่นไปด้วยเพลงฮิตระดับตำนานที่สามารถสั่นสะเทือนไปถึงดวงจันทร์

    อย่างไรก็ตาม ก่อนงานรื่นเริงจะเริ่มขึ้นเพียงไม่กี่วัน ได้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าที่ทำเอาเหล่าแฟนบอลน้ำตาตกไปทั่วโลก เมื่อ Diogo Jota กองหน้าสังกัด Liverpool FC ได้ประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิตลงกระทันหัน เป็นเหตุการณ์ยากที่จะเชื่อและทำใจรับไหว และถึงแม้สองพี่น้องสุดกวน Noel กับ Liam จะเป็นแฟนทีม Manchester City ระดับเข้มข้นแบบสุดขั้วหัวใจ พวกเขาก็ยังร่วมไว้อาลัยแก่โศกนาฏกรรมในครั้งนี้ โดยการขึ้นรูปของ Jota ระหว่างเพลง ‘Live Forever’ ราวกับเป็นการประกาศแก่ทุกๆ คน ว่า “จิตวิญญาณของเขาจะยังคงอยู่ตลอดไป”

    😢

  • #010

    เออ คือบางทีวันเสาร์ต้องการแค่นี้แหละ นอนตื่นสาย เดินไปว่ายน้ำ ทำอาหารกิน แล้วเอนกายดูหนังดีๆ ซักเรื่องกับแสงยามบ่ายที่ลอดผ่านมาทางหน้าต่าง ครบสูตรการพักผ่อนที่ควรจะเป็น ถึงแม้ช่วงหัวค่ำจะต้องลุกมาเปิดคอมทำงานก็เถอะ เฮ้อ บัดซบจริงๆ เลย… (น้ำเสียงแบบ สมบัติ เมทะนี)

    🙈

    ดิสอิสอะ Bibim-guksu เวอร์ชันโมดิฟายบายมี~

  • #008

    ทำเอาเดี้ยงไปเป็นอาทิตย์ เมื่อวันนึงหลังเสร็จจากอาบน้ำกลางดึกแล้วรู้สึกมึนๆ บอกไม่ถูก ความคิดแว้บแรกคือ เอ๊ะ หรือกูแก่แล้ว 555 อาจจะอาบน้ำร้อนนานไปรึเปล่า ออกมาเจออากาศเย็นๆ ในห้องแอร์แล้วความดันในร่างกายมันเปลี่ยนกระทันหันอะไรงี้ เป็นการยำข้อมูลความรู้ในหัวที่มีอยู่น้อยนิดอย่างสิ้นหวัง

    ตื่นเช้ามาวันอาทิตย์ เอ๊ะ(รอบสอง) ทำไมกูยังมึนอยู่ รู้สึกเบลอๆ เหมือนคนเมา ไม่ถึงกับบ้านหมุน แต่ไม่ปรกติ เก็บเป็นความสงสัยติดตัวมาทำงานในกรุงเทพฯ อาการก็ยังไม่หาย เริ่มกังวลนิดๆ เพราะเพิ่งมีข่าวดาราสาวอายุน้อยเป็นสโตรค หรือว่าชั้นก็….

    ถึงวันศุกร์ตัดสินใจลางานไปหาหมอแม่งให้รู้แล้วรู้รอด เพราะดูทีท่าไม่น่าจะหายเอง แถมอาการมันเริ่มหนักข้อจนชวนกังวล เพราะหลังๆ เริ่มมีเสียง “วี๊~” ในหูด้วย ซึ่งหมอวินิจฉัยว่าน่าจะเป็น ‘ไวรัสที่เส้นประสาทหู’ โอ้มายก้อด แล้วอยู่ๆ กูเป็นได้ไงนี่ และกูเชื่อหมอได้ไม๊นี่ เพราะหมอก็ดูไม่ค่อยมั่นใจแต่อัดยามาให้แบบเต็มแม็กซ์ พร้อมพูดให้กำลังใจว่า “ถ้าสองอาทิตย์ยังไม่หายแสดงว่าไม่ใช่ละ” ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง!

    นี่ก็ผ่านมาได้อาทิตย์นึงแล้ว เหลือเวลาวัดใจอีกหนึ่งอาทิตย์กับอาการที่ยังคงมึนอยู่หน่อยๆ แถมด้วยความงุนงงชวนง่วงเพราะฤทธิ์ยา เรียกว่าเมาแม่งไปหมด กินเบียร์แค่สี่ป๋องก็เหลวเป็นเยลลี่ละลายแดด เออ ประหยัดดีเหมือนกัน เสียอย่างเดียวมันชวนให้ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเพราะความไม่เต็มร้อยของสติ ไม่ว่าจะดูหนัง ออกกำลังกาย หรือแม้แต่มานั่งเขียน Blog แต่สุดท้ายก็ต้องพยามทำกิจวัตรให้เหมือนเคย ไม่งั้นหน้าตาไม่ดีแล้วยังมานั่งตาลอยน้ำลายยืดมันเสียลุค!

  • #006

    ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสลองดูการ์ตูนเรื่อง Rick and Morty เพราะเค้าเอามาฉายให้ดูฟรีแบบถูกลิขสิทธิ์ใน Youtube ผ่านทางช่อง MrBoom คือได้ยินชื่อเสียงมาประมาณนึง แถมโด่งดังในระดับมีคนทำคอนเทนต์วิเคราะห์นู่นนี่ ไอ้เรานั่งดูเองก็ไม่ค่อยเก็ตหรอกว่ามันเสียดสีสังคมอเมริกันหรือลึกล้ำในแง่ปรัชญาวิทยาศาสตร์อะไรยังไง เพียงแต่ชอบความสัปดี้สัปดนและความตลกร้ายแบบเรียลๆ ของตัวละครในครอบครัว ซึ่งก็เพี้ยนสมกับที่ได้เรตติ้ง 16+

    จนกระทั่งดูมาถึงตอนที่ 10 ของ Season 2 ในช่วงท้ายหลังจากที่ริคพาครอบครัวหลบหนีการตามล่าของสหพันธ์กาแลคซี่มาได้ซักพัก เขาก็รู้สึกผิดและตัดสินใจเข้ามอบตัวเพื่อให้คนในครอบครัวรอด ทันใดนั้นเพลง Hurt จากวง Nine Inch Nails ก็ดังขึ้น… แม่งขนลุกทั้งตัว โคตรถูกที่ถูกเวลาและมีพลังมากๆ ซีนนี้ซีนเดียวทำให้เรามองการ์ตูน Rick and Morty เปลี่ยนไปนิดหน่อย เราได้เห็นตัวตนของริคในอีกมุมนึง นอกจากความไม่ยี่หระ เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง มองทุกอย่างรอบตัวเป็นเพียงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เราไม่รู้หรอกว่าเขารักครอบครัวนี้มากแค่ไหน แต่คงมากพอที่จะทำให้ตัดสินใจเสียสละตัวเองเพื่อความปลอดภัยของทุกคน พร้อมกับบทเพลงท่อนที่ว่า “Everyone I know goes away / In the end” (ทุกคนที่ฉันรู้จักได้จากไป ในที่สุด)…

    ❤️

    ดู Rick and Morty : https://youtube.com/playlist?list=PLveg2ij10QkU1LbqsJ_xtR86qipXP9wss&si=Ua6z2KOyEDfcePZX