YAH!

Young at Heart

  • #005

    Mickey 17 (2025)
    Directed by Bong Joon Ho

    หนังแนว comedy / sci-fi เรื่องล่าสุดจากบองจุนโฮ ผกก.ดีกรีเจ้าของรางวัลออสการ์ปี 2020 ด้วยผลงานระดับ talk of the world อย่าง Parasite ที่พูดเรื่องความต่างทางชนชั้นได้อย่างเจ็บแสบ ปีนี้เค้ากลับมาด้วยผลงานใหม่ที่มีชื่อว่า Mickey 17 แสดงนำโดย โรเบิร์ต แพททินสัน ถึงแม้ว่าเราจะเป็นแฟนของทั้งผกก.และนักแสดงนำ แต่กลับรู้สึกเฉยๆ ตั้งแต่ได้ดูเทรลเลอร์ครั้งแรกด้วยความรู้สึกว่าจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกในแง่ของสิ่งที่หนังตั้งใจจะนำเสนอ

    เรื่องราวทั้งหมดถูกขับเคลื่อนโดยตัวละครชื่อว่า มิกกี้ บาร์น เขาเป็นตัวละครซื่อๆ เซ่อๆ ที่ถูกหักหลังโดยเพื่อนสนิทให้ไปกู้เงินมาทำธุรกิจขนมมาการอง แน่นอนว่าพวกเขาเจ๊ง และถูกตามล่าโดยแก๊งเจ้าพ่อเงินกู้ที่มีรสนิยมสุดวิตถาร นั่นทำให้เขาต้องหนีตายโดยการสมัครเข้าเป็นผู้ร่วมเดินทางในอวกาศเพื่อบุกเบิกดาวดวงใหม่ในฐานะ ‘มนุษย์ใช้แล้วทิ้ง’ มิกกี้จึงถูกเก็บตัวอย่าง DNA เอาไว้ และปรินท์ออกมาใหม่ทุกครั้งหลังเสียชีวิตจากการทดลอง หรือถูกใช้งานด้วยรูปแบบต่างๆ

    ภาพรวมของ Mickey 17 ให้ความรู้สึกเหมือนหนังทดลองที่เต็มไปด้วยความอึดอัด และต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่งยวดระหว่างดู รวมถึงพยามสรุปใจความสำคัญของสิ่งที่หนังพยามสื่อ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าไม่ใช่ บอง จุน โฮ ที่เพิ่งคว้าออสการ์มา ค่ายหนังจะอนุมัติโปรเจคนี้ไม๊ เพราะตลอดความยาว 2 ชั่วโมง 20 นาที เหมือนเรากำลังนั่งดูพล็อตรองที่ถูกฉายต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนทำให้พล็อตหลักถูกกลืนหายไปจนหมด ถึงได้เข้าใจที่มาความชวนงงเมื่อตอนได้เห็นเทรลเลอร์ครั้งแรก

    ถ้าจะต้องสรุปง่ายๆ Mickey 17 เหมือนเป็นการรวมกันของ หน่วยทดลอง unit 731 + เด็นจิ (Chainsaw Man) + Okja หนังเต็มไปด้วยการเสียดสีการเมืองและสังคมที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผกก.ให้ความสนใจมาเป็นระยะเวลานาน ถึงแม้ว่าส่วนตัวจะค่อนข้างเบื่อกับรูปแบบการนำเสนอประมาณนี้ แต่มวลรวมของมันก็ไม่ถึงกับเลวร้ายจนเกินไป (ขอบคุณโรเบิร์ต แพททินสัน) คงต้องบอกว่าแม้ Mickey 17 อาจจะไม่ใช่หนังที่ดูสนุกนัก แต่ก็ไม่เลวที่จะลิ้มลองสักครั้ง

    สามารถดู Mickey 17 ได้ในแอป Max

    🙂

  • #004

    Nickel Boys (2024)
    Directed by RaMell Ross

    พอรู้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของเด็กผิวสีเลยต้องทำใจนิดหน่อยก่อนดู เพราะจากประสบการณ์ หนังที่เล่าเรื่องราวชีวิตคนดำที่ถูกกดขี่มักจะดราม่าเร้าอารมณ์ไปจนถึงขั้นฟูมฟาย คือรู้แหละว่าเรื่องจริงมันโหดร้ายและระหว่างที่ดูก็มักจะรู้สึกโกรธแค้นด้วย แต่พอเจอเยอะๆ เข้า บางทีเราก็ไม่ได้อยากดำดิ่งไปอยู่ในช่วงอารมณ์นั้นมากนัก

    โชคดีที่ Nickel Boys เล่าเรื่องด้วยวิธีที่ค่อนข้างต่างและท้าทาย ด้วยความที่ผกก. RaMell Ross เป็นช่างภาพที่หลงใหลในการทำสารคดีเขาจึงมีไอเดียที่จะถ่ายทอดเรื่องราวในมุมมองแบบ POV หรือมุมมองแทนสายตาตัวละครเป็นหลัก แถมทำออกมาได้ถึงมากๆ

    หัวเชื้อของ Nickel Boys เริ่มมาจากนิยายรางวัลพูลิตเซอร์ที่อิงมาจากเรื่องจริงของความโหดร้ายในอดีต เล่าถึงชีวิตของเอลวูด เด็กหนุ่มผิวสีที่มีความรู้ความสามารถ เขาดูจะมีอนาคตที่สดใส กำลังจะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในตัวเมือง แต่แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็ต้องสะดุด เพียงแค่เขาถูกชวนขึ้นรถคนแปลกหน้าระหว่างเดินทางไปเรียน ซึ่งปรากฏว่ารถคันนั้นถูกขโมยมา เอลวูดจึงโดนร่างแหไปด้วยและถูกส่งเข้าสถานพินิจ ท่ามกลางโลกยุคที่การเหยียดผิวยังคงเข้มข้นรุนแรง ไม่มีการแบ่งแยก ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก…

    เมื่อต้องมาเป็นเวอร์ชันภาพยนตร์ RaMell Ross เลือกที่จะให้ผู้ชมร่วมสังเกตการณ์ผ่านสายตาของตัวละครเอก ตั้งแต่เด็กจนโต ด้วยการปะติดปะต่อภาพเหมือนงานคอลลาจตัดแปะที่ถูกร้อยเรียงราวบทกวี ปราศจากความเร่งเร้าสไตล์ฮอลลีวูด แต่ให้เราค่อยๆ ดื่มดำกับโมเมนต์ธรรมดาๆ ในชีวิต คล้ายๆ กับมังงะแนว slice of life แถมมาในเฟรมภาพสัดส่วน 4:3 ซึ่งถูกใจอีช้อยนักแล ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่า Nickel Boys จะเรื่อยๆ มาเรียงๆ ตั้งแต่ต้นยันจบ เพียงแต่ตัวหนังค่อยๆ ไต่ระดับความพีคอย่างเป็นธรรมชาติ จากหนึ่ง ไปถึงร้อย กระทั่งระเบิดออกในตอนท้าย ฝากร่องรอยความสวยงามของภาพยนตร์ และความจริงที่เจ็บปวดของประวัติศาสตร์ ไว้ในความทรงจำของเรา

    ปัจจุบัน Nickel Boys สามารถดูได้ในแอป Prime

    🙂